คุมทำแผนฆ่า 2 เศรษฐีผัวเมีย ชาวบ้านแห่ให้กำลังใจผู้ต้องหา

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqyms8ymta2nzewl3nkzmjnlmpwzw

จากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืน ขนาด .38 จ่อยิง นายเกรียงไกร อินทนาคม หรือ ดำ อายุ 59 ปี และนางสุทัศน์ อินทนาคม หรือ เจ้หม่ำ อายุ 52 ปี สองผัวเมีย เสียชีวิต เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 20.30 น.ที่ผ่าน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ออกสืบหาตัวคนร้ายอย่างต่อเนื่องมานานนับ 11 วัน จนล่าสุดเมื่อวานนี้ (23 พ.ย.59)ทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถทำการจับกุมคนร้ายรายนี้ได้ โดยละม่อม ขณะที่กำลังช่วยภรรยาทำขนมในบ้าน

(24 พ.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.อ.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ รรท.ผบก.ภ.จ.ชุมพร พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน และชุดจับกุม ได้นำตัว นายสมบุญ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาใช้อาวุธปืน ขนาด .38 บุกจ่อยิงนายเกรียงไกร อินทนาคม อายุ 59 ปี และ นางสุทัศน์ อินทนาคม อายุ 52 ปี สองผัวเมียเจ้าของร้านขายกล่องกระดาษ เสียชีวิตคาบ้านเลขที่ 192 ม.9 ต.ตากแดด องเมือง จ.ชุมพร มาสอบปากคำ

โดยผู้ต้องหารายนี้ให้การรับสารภาพว่า ตนเองได้ใช้อาวุธปืนจ่อยิงทั้งสองจริง ส่วนเหตุเพราะทั้งสองโดยเฉพาะนางสุทัศน์ เมียนายเกรียงไกร กระทำกับตนเองหลายอย่าง ทั้งกลั่นแกล้ง ข่มเหงและดูถูก ทำร้ายสัตว์เลี้ยง ทั้งหมาและแมวก็ถูกวางยาเบื่อจนตายไม่เหลือสักตัว แต่ตนเองพยายามที่จะเก็บความคับแค้นไว้ในใจ จนเหลือจะทน จนล่าสุดได้วางยาเบื่อให้สุนัขตัวโปรดของลูกสาวที่เพิ่งไปเอามาเลี้ยงตายอีก

จนตนเองทนไม่ไหว รับไม่ได้กับพฤติกรรมของนางสุทัศน์ จึงขับรถ จยย.ไปขอยืมปืนจากเพื่อน แล้วมากราบแม่ และบอกว่าตนเหลือทนแล้ว ซึ่งแม่ได้พยายามห้าม แต่ตนไม่เชื่อเดินไปที่บ้านผู้ตาย ซึ่งเปิดประตูแง้มไว้ เมื่อเคาะประตู พร้อมเปิดประตูออก เห็นนางสุทัศน์ นอนอยู่บนโซฟา ตนจึงบอกว่า คุณทำร้ายผมหลายครั้งแล้ว อย่าดูถูกคนจนอย่างผม พร้อมใช้ปืนที่นำมาจ่อยิง นางสุทัศน์ จนล้มลงฟุบอยู่ที่โซฟา ส่วนนายเกรียงไกร ตนเอง ไม่ได้ตั้งใจจะยิง แต่เมื่อเห็นหน้าตนแล้ว จึงได้ยิงเพื่อปิดปาก และหลังจากที่ก่อเหตุ ตนเองก็เดินไปที่บ้าน และทำตัวไม่รู้ไม่เห็น โดยไม่หลบหนีไปไหน และทุกวันที่ผ่านมาก็ยังใช้ชีวิตปกติ ยังออกไปช่วยเมียขายขนมในตลาดเช่นเดิม จนมาถูกจับได้ในที่สุด

หลังจากนั้น พ.ต.อ.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ รรท.ผบก.ภ.จ.ชุมพร พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน และชุดจับกุม ได้นำตัวนายสมบุญผู้ต้องหา ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งทางผู้ต้องหาได้ให้ความร่วมมืออย่างดี ทั้งนี้ได้จัดกำลังตำรวจเข้าควบคุมพื้นที่ที่เพื่อกั้นบรรดาไทยและฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นญาติและเพื่อนสนิท จะมีปฏิกิริยาต่อต้านเข้ามาทำร้ายผู้ต้องหารายนี้ด้วยความโกรธแค้น

โดยจุดแรก ก่อนก่อเหตุผู้ต้องหา ได้ขับรถ จยย.มาจอดหน้าบ้านแม่ และไปกราบเท้าเพื่อลาว่าลูกจะไม่อยู่ แล้วก็เดินไปจุดที่สองซึ่งเป็นบ้านนายเกรียงไกร และนางสุทัศน์ ผู้ตาย ซึ่งอยู่ติดกับบ้านนายสมบุญ ได้เคาะประตูที่ปิดแง้มอยู่ โดยทั้งสองอยู่ภายในบ้าน เมื่อเปิดประตูก็ใช้อาวุธจ่อยิงในระยะประชิด จนทั้งสองแน่นิ่ง จึงได้เดินออกไป ยังจุดที่สาม ซึ่งเป็นบ้านแม่อีกครั้ง พร้อมกราบเท้า แล้วบอกว่า ลูกยิงทั้งสองตายแล้ว ก่อนจะออกไปขับ จยย.ออกไปจากบ้านแม่ไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่จะจับตัวคนร้ายรายนี้ได้ ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนต้องรื้อหลักฐานใหม่ หันมาให้ความสำคัญเรื่องส่วนตัว จนทราบว่าทั้งสองมักมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับชาวบ้านอยู่เป็นประจำ จนล่าสุดได้ทะเลาะอย่างรุนแรงกับนายสมบุญ คนบ้านติดกัน จึงสืบสวนจนทราบว่านายสมบุญ คือคนร้ายที่ก่อเหตุยิงทั้งสองผัวเมียตาย และ การทำแผนประกอบคำรับสารภาพในวันนี้ มีประชาชนได้แห่มาดูกันเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ตะโกนให้กำลังใจผู้ต้องหาตลอด การทำแผนจึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีในข้อฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต่อไป

ผู้ปกครองโรคกำเริบ ขับพุ่งชนนักศึกษาเจ็บ 9 ปั๊มหัวใจจนฟื้น

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqymc8ymtazmjgyl2r2dmyuanbn

หนุ่มใหญ่พนักงานขายกล่องกระดาษโรคประจำตัวกำเริบ ขณะขับรถออกจากประชุมผู้ปกครองได้เหยียบคันเร่งพุ่งชนกลุ่มนักศึกษา ได้รับบาดเจ็บรวม 9 ราย เกิดอาการช็อก เจ้าหน้าที่กู้ชีพปั๊มหัวใจช่วยเหลือจนฟื้น และพร่ำเพ้อว่าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ระทึกนี้เกิดขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น.วันที่ 17 พ.ย.59 พ.ต.ต.เสถียร พันธริยเสถียร สว.(สอบสวน) สภ.เถิน อ.เถิน จ.ลำปาง ได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถเก๋งพุ่งชนกลุ่มนักศึกษา ภายในวิทยาลัยการอาชีพเถิน ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

หลังรับแจ้งจึงรีบ ประสานเจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.เถิน เจ้าหน้าที่ ปภ.ลำปาง สาขาเถิน เจ้าหน้าที่กู้ภัยออมบุญ ให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าตึกวิทยบริการ พบเด็กนักศึกษาจำนวนมากนอนร้องครวญครางอยู่กลางถนน บางรายเป็นลม โดยมีครูและเพื่อนนักศึกษาช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เร่งให้การช่วยเหลือนักศึกษาและผู้ปกครองที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งหมด 9 คน นำส่งโรงพยาบาลเถิน อย่างเร่งด่วน

กลางถนนพบรถยนต์เก๋งสีเขียว ยี่ห้อฮุนได หมายเลขทะเบียน กจ 1480 ชลบุรี สภาพรถด้านหน้ากระจกแตกร้าวทั้งบาน กันชนหน้าหลุด ทราบชื่อคนขับรถคือ นายศรีวรรณ อายุ 56 ปี เกิดอาการช็อกหมดสติ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปั๊มหัวใจช่วยเหลือ จนฟื้นขึ้นมาได้ นายศรีวรรณก็คร่ำครวญ และเพ้อว่าเสียใจที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวส่งต่อโรงพยาบาลลำปาง เพราะเกรงว่าจะเกิดอาการช็อกอีก

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบว่า ในวันนี้เป็นวันประชุมครูและผู้ปกครองของวิทยาลัยการอาชีพเถิน ภายในวิทยาลัยจึงคึกคักไปด้วยผู้คนจำนวนมาก ซึ่งช่วงเกิดเหตุเป็นช่วงที่เลิกจากการประชุมและช่วงพักเที่ยง จึงมีเด็กนักเรียนนักศึกษาเดินไปมาอยู่ภายในบริเวณวิทยาลัย ขณะที่นายศรีวรรณ คนขับรถเก๋งคันเกิดเหตุ ได้ติดเครื่องยนต์และจะออกตัวรถ ได้เกิดโรคประจำตัวซึ่งเป็นโรคความดัน เร่งคันเร่งส่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้พุ่งชนกับกลุ่มนักศึกษาที่เดินไปมาอยู่ริมถนน เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และยังมีรถเก๋งโตโยต้าสีบรอนด์ทอง ทะเบียน กฉ 6113 แพร่ โดนลูกหลงอีก 1 คัน เจ้าหน้าที่จะได้ทำการสอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งโชคดีที่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต

ปุ้ย พิมลวรรณ เผยเรื่องราวความรักที่ผ่านมา 16 ปี

ahr0cdovl3blmi5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqxos8ymdk5odu0lzkuanbn

เป็นคู่ชีวิตที่อยู่กันมาด้วยความรักจริงๆ สำหรับคู่ของพิธีกรสาวคนเก่ง ปุ้ย พิมลวรรณ ที่เธอบอกว่าการใช้ชีวิตคู่นั้นต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถึงวันนี้ผ่านมา 16 ปีแล้วความรักความเข้าใจยังคงอยู่ และดูแลกันและกันอย่างสม่ำเสมอ ทางแอดมินได้ไปสอบถามจากการที่ทั้งคู่ไปงานเปิดตัวบริษัทรับผลิตและขายกล่องกระดาษให้สินค้าแบรนด์ชั้นนำแห่งหนึ่ง

โดย “พี่ปุ้ย” ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมถึงการครองรักครองเรือนในแบบฉบับของตัวเอง

“อยู่ด้วยกันมาครบ16 ปีนี่ในวันนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเห็นเป็นอย่างเดียวกันทุกเรื่อง เมื่อเห็นไม่ตรงก็ไม่เคยเป็นถือเรื่องใหญ่ อยู่อย่างเข้าใจธรรมชาติของอีกฝ่าย ให้เกียรติ ให้ได้มีพื้นที่และเวลาส่วนตัวของกันและกัน”

“2 ปีหลังที่ต้องทำงานด้วยกันนี่เรียกว่าตัวติดกันเลยดีกว่า…ดังคำพระท่านว่า คนจะเป็นคู่แท้หรือคู่บุพเพสันนิวาสนั้น ย่อมหมายถึงคู่ที่เคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันใน อดีตชาติ พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่าความรักเกิดจากสาเหตุสองประการประการที่หนึ่ง เคยอยู่ร่วมกันในชาติก่อน (บุพเพสันนิวาส) ประการที่สอง เกื้อกูลหรือช่วยเหลือกันในปัจจุบัน”

“ปัจจัยทั้งสองประการนี้ ทำให้ความรัก งอกงามขึ้นมาได้ ถามว่าจะขาดประการใดประการหนึ่งได้มั้ย? คำตอบคือได้แต่เป็นกรณีที่น้อยมาก เพราะความรักที่เคยมีต่อกันในอดีตชาตินั้นไม่แน่ว่าจะรุนแรงกันแค่ไหน จำเป็นที่จะต้องอาศัยกรรมในปัจจุบันช่วยด้วย”

“ขอบคุณพี่ซึ่งเป็นคู่แท้ที่ช่วยส่งเสริมไม่ว่าจะทำกิจการงานใดก็แล้วแต่ รวมทั้งเรื่องที่ตั้งมั่นตั้งใจไว้ว่าเราจะทำบุญทำทานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทั้งคนและสัตว์ตามกำลังที่มี ดังเช่นทุกวันนี้ ขอบคุณกำลังใจแรงผลักดันพลังงานดีดีที่อยู่เคียงข้างกันตลอด ไม่เคยหายไปไหน 11/11/59”

ซึ่งอ่านแล้วได้ยิ้มเขินๆ ไปตามๆ กันเลยทีเดียว

นศ.ถูกทำร้ายคาคอนโดฯ ย่านรังสิต เตรียมลาออกจากมหาวิทยาลัย

 

ahr0cdovl3blms5pc2fub29rlmnvbs9ucy8wl3vklzqxos8ymdk1mtgyl25ld3mxmi5qcgc

นักศึกษาหนุ่มที่ถูกบุกทำร้ายถึงคอนโดฯ ย่านรังสิต พังข้าวของเสียหายกลายประเด็นในโลกออนไลน์ เตรียมยื่นลาออกเปลี่ยนที่เรียน ด้านคู่กรณียืนยันเป็นฝ่ายถูกทำร้ายก่อน

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์เรื่องราวของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรังสิต ถูกคนบุกเข้าไปทำร้ายในคอนโดมิเนียม โดยนักศึกษาคนดังกล่าวออกมาขอให้ช่วยเร่งรัดคดีและสงสัยเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยของคอนโด

ล่าสุด คู่กรณีได้ออกมาเปิดเผยว่า เพราะถูกทำร้ายและยั่วยุก่อนจึงบุกเข้ามาที่คอนโดเพื่อขอเคลียร์ แต่เพื่อนกลับถูกแทงด้วยมีดและฟาดด้วยไม้เท้าช่วยพยุง จึงตอบโต้ด้วยการทำร้ายร่างกายและทำลายสิ่งของ ทั้งนี้มีการเปิดเผยคลิปที่พูดตอบโต้กับคู่กรณี โดยในคลิปมีการสอบถามว่าไปแทงเพื่อนคนบุกคอนโดฯ ก่อนกี่แผล จึงถูกบุกมาที่คอนโดฯ

ด้านนักศึกษาผู้เช่าห้องพักในคอนโดฯ เปิดเผยว่า จริงๆ แล้วตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย โดยคู่กรณีบุกมาทำร้ายเพราะแฟนสาว ซึ่งเป็นแฟนเก่าของคู่กรณีมีเรื่องกับคู่กรณีก่อนหน้า และตัวเองและเพื่อนถูกข่มขู่ให้พูดว่าไปแทงเพื่อนอีกฝ่ายก่อนจึงถูกบุกมาทำร้าย

ทั้งนี้ พ่อของนักศึกษาคนดังกล่าว เปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องลาออกจากมหาวิทยาลัยให้ลูกชายแล้ว และเตรียมยื่นเรื่องเรียกค่าเสียหายจากคอนโดฯ ที่ปล่อยให้คนนอกสามารถเข้ามาทำร้ายภายในคอนโดฯ ได้อย่างง่ายดาย ขณะนี้ทางคอนโดฯ ก็ได้ยื่นขอให้จ่ายค่าเสียหายที่ทรัพย์สินถูกทำลายเช่นกันราวๆ 100,000 บาท และไม่เคยมาช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลลูกเลย

ขณะที่กลุ่มคู่กรณีนั้น ถูกแจ้งข้อหาหลักๆ 3 ข้อหา ได้แก่ บุกรุกเคหะสถานในยามวิกาล ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และทำให้เสียทรัพย์ พร้อมกับแจ้งข้อหากลับอีกฝ่าย ฐานพยายามฆ่า เช่นเดียวกัน

พ่อเลี้ยงก่อเหตุสยอง ปาดคอลูกเหวอะ ก่อนชิงปาดคอตัวเองหวังหนีผิดสาหัส

 

เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. วันที่ 27 ต.ค. ร.ต.อ.จำนง เนยขำ ร้อยเวร สภ.ย่อยบางน้ำจืด ต.บางน้ำจืด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ได้รับแจ้งมีเหตุฆ่ากันตายภายในหอพักแถวโรงงานผลิตกล่องไปรษณีย์ราคาถูก เลขที่ 64/23 หมู่ที่ 3 ต.บางน้ำจืด อ.เมืองสมุทรสาคร จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับ พ.ต.ท.สถิตย์ คงเนียม รอง ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร เจ้าหน้าที่วิทยาการกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร ภายในห้องเลขที่ 113 พบศพผู้เสียชีวิตถูกคลุมด้วยผ้าห่ม นอนจมกองเลือดกับพื้นตรงบริเวณหน้าห้องน้ำ ภายในห้องพบเลือดสาดกระเซ็นเต็มพื้น ส่วนที่หลังตู้เย็นพบมีด กับ กรรไกร ความยาวด้ามละประมาณ 25 เซนติเมตร วางไว้ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุเพราะมีเลือดติดอยู่ จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

 

จากการชันสูตรพลิกศพเป็นหญิงสาววัยรุ่น ทราบชื่อคือ นางสาวเอ นามสมมติ อายุ 17 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้น ปวช.ปี 3 แผนกการบัญชี ของวิทยาลัยการอาชีพแห่งหนึ่ง สภาพศพถูกอาวุธมีดปาดที่ต้นคอด้านหลังเป็นแผลเหวอะหวะ 2 แผล และยังถูกกรรไกรแทงที่ด้านหลังเป็นแผลลึกอีก 8 แผล นอกจากนี้ยังถูกมีดบาดที่ใบหน้า 2 แผล และถูกแทงที่ลำตัวด้านหน้าอีก 3 แผล ไม่มีร่องรอยของการถูกกระทำชำเราหรือข่มขืนแต่อย่างใดทั้งสิ้น ส่วนผู้ก่อเหตุทราบชื่อต่อมาคือนายอดิเรก จักร์สาน อายุ 36 ปี เป็นอดีตพ่อเลี้ยงของหญิงสาววัยรุ่นผู้เสียชีวิต ขณะเดียวกันในห้องนอนของผู้ตาย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องที่เกิดเหตุนั้น ก็พบร่องรอยคล้ายกับการต่อสู้กันด้วย

 

จากการสอบถามแม่ของผู้ตาย (ขอสงวนชื่อและนามสกุล) เล่าทั้งน้ำตาและยังอยู่ในอาการตกใจว่า ตนเองกับอดีตสามีใหม่ หรือผู้ก่อเหตุที่เคยเป็นพ่อเลี้ยงของลูกสาวนั้น ได้เลิกรากันมาราวๆ 7 เดือนแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อประมาณเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ตนได้รับลูกสาวจากจังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นมาอยู่ด้วยและพยายามทำงานส่งเสียให้ลูกสาวได้เรียนสูงๆ ซึ่งเมื่อตนเอาลูกสาวขึ้นมาอยู่นั้นก็เห็นว่านับวันลูกสาวจะโตขึ้นเรื่อยๆ และผู้ก่อเหตุเคยทำร้ายลูกสาวของตนด้วยการตบหน้า เนื่องจากไม่พอใจที่ลูกสาวของตนไปเจาะสะดือ ทั้งนี้หลังจากที่อดีตสามีใหม่ตบหน้าลูกสาวในครั้งนั้น ตนก็ขอเลิกกับผู้ก่อเหตุและแยกห้องกันอยู่ แต่ยังคงอยู่ในหอพักเดียวกัน ห้องก็อยู่ตรงข้ามกัน โดยในทุกๆ วัน เวลาประมาณตี 4 ครึ่ง ตนจะออกไปทำงานเข้ากะเช้า และก่อนออกก็จะปิดห้องล็อคกุญแจอย่างดีไม่เคยลืม ซึ่งในวันนี้ก็มั่นใจว่าได้ล็อคห้องเป็นที่เรียบร้อยอย่างแน่นอน โดยตนก็ไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นระหว่างอดีตสามีใหม่ กับ ลูกสาวของตน และทำไมลูกของตนจึงไปอยู่ในห้องของผู้ก่อเหตุ อีกทั้งยังถูกทำร้ายถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม

 

ขณะที่นายธรรมนัส จันทร์ถุงทอง อายุ 62 ปี ผู้ดูแลหอพักเล่าว่า ในเวลาประมาณตี 5 กว่า พวกตนและคนที่อยู่ในหอพักชั้นล่าง ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือก็รีบวิ่งมายังห้องที่เกิดเหตุ แต่ปรากฏว่าห้องถูกล็อคไว้ ตนจึงได้ไปเอาชะแลงมางัดแผ่นไม้ของบานประตูไม้ แต่กว่าจะงัดออกเสียงผู้หญิงก็เงียบไปแล้ว และเมื่อมองผ่านช่องแผ่นไม้เข้าไป ก็เห็นผู้ก่อเหตุอยู่ภายในห้อง แต่ที่บริเวณด้านหน้าห้องน้ำมีผ้าห่มคลุมศพไว้ จึงได้รีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ และเมื่อทางตำรวจมาถึงก็พยายามเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุอยู่พักใหญ่ จึงยอมออกมามอบตัวและก็ปรากฎว่าผู้ก่อเหตุนั้นได้ใช้มีดปาดคอตัวเองไปแล้ว หวังจะฆ่าตัวตายตาม จึงต้องรีบนำตัวส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร

 

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องนำตัวแม่ของผู้เสียชีวิต เพื่อนข้างห้องที่เห็นเหตุการณ์และที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ตลอดจนผู้ก่อเหตุมาสอบปากคำเพิ่ม ก่อนที่จะสรุปสาเหตุของการฆาตรกรรมโหดในครั้งนี้ต่อไป ส่วนศพของผู้เสียชีวิตนั้นได้นำส่งสถาบันนิติเวชทำการชันสูตรอีกครั้ง

สุดสลด…เด็กหญิง 7 ขวบที่สุราษฎร์ฯ ถูกกลุ่มคนรุมข่มขืนจนตาย – ตร.เร่งล่าตัวคนร้าย!!

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 17 ต.ค. พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.อนุชน ชามาตย์ รอง ผบก. นำกำลังเจ้าหน้าที่ สืบสวน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เข้าตรวจสอบในพื้นที่ หมู่ 5 ต.สินเจริญแถวโรงงานขายกล่องกระดาษลูกฟูก อ.พระแสง เพื่อติดตามกดดันและควบคุมกลุ่มวัยรุ่นในละแวกใกล้เคียง หลังจากที่กลางดึกเมื่อคืนที่ผ่านมาได้เกิดเหตุสลด เด็กหญิงวัย 7 ขวบ ถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนบุกเข้าไปข่มขืนภายในบ้านพัก ทั้งนี้ได้มีการควบคุมตัววัยรุ่นชายในละแวกใกล้เคียง กว่า 10 คน มาสอบสวนปากคำ ทำประวัติ และเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ

โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 17 .ต.ค. ร.ต.อ.สาคร ขำนุ้ย รอง สว.(สอบสวน) สภ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี รับแจ้งจากโรงพยาบาลพระแสง ว่ามีเด็กหญิงมีอาการบาดเจ็บจากการถูกกระทำชำเรา มีญาตินำส่งโรงพยาบาลในอาการหมดสติ และจากการตรวจสอบพบว่าเสียชีวิตก่อนนำส่งโรงพยาบาล จึงได้เดินทางไปตรวจชันสูตรพลิกศพ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ฐิติวัฒน์ สุฐิติวานิช ผกก.สภ.พระแสง และตำรวจชุดสืบสวน

พบนายเอ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี พ่อของเด็กหญิง ทราบว่า เดิมเป็นคน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ก่อนหน้านี้ได้แยกทางกับภรรยา จึงนำบุตรสาวมาเช่าบ้านอยู่ที่ ต.สินเจริญ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี และทำอาชีพรับจ้างกรีดยาง โดยมาเช่าอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวนานกว่า 3 ปีแล้ว โดยปกติเมื่อตนออกไปกรีดยางก็จะทิ้งบุตรสาวให้นอนอยู่ในบ้านตามลำพัง และจะแวะเวียนกลับมาดูเกือบทุกๆ ชั่วโมง ก่อนเกิดเหตุ ตนได้ออกไปกรีดยางตามปกติ จนกระทั่ง เวลาประมาณ 02.30 น. ได้กลับมาดูบุตรสาว เมื่อมาถึงได้พบความผิดปกติ โดยเห็นรองเท้าแปลกตาอยู่ประตูหน้าบ้าน และได้ยินเสียงร้องของบุตรสาว ตนจึงได้รีบไขประตูบ้านเข้าไป แต่พบว่าประตูถูกล็อคจากด้านใน ระหว่างนั้น ได้ยินเสียงคนวิ่งหนีออกประตูหลังบ้าน แต่เมื่อเข้าบ้านไปได้ ก็พบบุตรสาวนอนแน่นิ่งอยู่กลางบ้านในสภาพเปลือย ที่ช่องคลอดมีเลือดไหลออกมา จึงได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่หมอแจ้งว่าเด็กเสียชีวิตก่อนหน้านี้แล้ว

ทางด้าน พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า ระหว่างที่คนร้ายที่ก่อเหตุจะต้องรู้จักกับเด็กและพ่อของเด็ก โดยระหว่างที่กำลังกระทำชำเราเด็กหญิง เป็นช่วงที่พ่อของเด็กกลับมาบ้าน จึงได้ทำร้ายร่างกายเด็กหญิงด้วยการบีบคอ อย่างไรก็ตามได้เร่งรัดให้ส่งศพเด็กหญิงไปตรวจชันสูตรอย่างละเอียดและเก็บตัวอย่างอสุจิในช่องคลอดที่นิติเวชโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัยที่ควบคุมตัวมาสอบสวน เพื่อเปรียบเทียบตัวอย่างดีเอ็นเอที่เก็บจากช่องคลอดของเด็กต่อไป

ดีเจสาว! เครียดปัญหาชีวิต-หนี้สิน เดินลงอ่างเก็บน้ำฆ่าตัว ทิ้งลูกสาวไว้เพียงลำพัง!!

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94-3

 

 

 

 

 

 

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 7 ต.ค. ร.ต.อ.จำนงค์ แนบชิด รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.ปทุมราชวงศาและยังเป็นเจ้าของธุระกิจผลิตกล่องไปรษณีย์รายใหญ่ในจ.อำนาจเจริญ รับแจ้งเหตุมีคนจมน้ำเสียชีวิตที่อ่างเก็บน้ำบ้านห้วยงูเหลือม หมู่ 4 ต.นาหว้า อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ จึงประสานแพทย์เวร ร.พ.ปทุมราชวงศา และนักประดาน้ำมูลนิธิจีตำเกาะ จากจ.อุบลราชธานี ไปร่วมชันสูตรพลิกศพและค้นหาร่างผู้เสียชีวิต เมื่อไปถึงพบรองเท้าแตะถูกถอดวางอยู่บริเวณทางลงอ่างเก็บน้ำ พร้อมกล่องข้าว 1 กล่อง และก้นบุหรี่ที่สูบแล้ว 1 มวน

จากการสอบสวนชาวบ้านคนที่เห็นเหตุการณ์ ให้การว่าก่อนเกิดเหตุผู้หญิงมานั่งกินข้าวอยู่ จากนั้นนั่งสูบบุหรี่จนหมดมวนก่อนเดินลงไปในน้ำ ทีแรกนึกว่าลงไปเล่นน้ำธรรมดาจึงไม่ได้เอะใจจนกระทั่งจมหายไปในอ่างน้ำ จึงรีบวิ่งไปเรียกชาวบ้านมาช่วยกันงมหาแต่ไม่เจอ จากนั้นจึงแจ้งแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ต่อมานักประดาน้ำลงงมค้นหาศพแล้วพบศพจมอยู่ก้นอ่างเก็บน้ำ ตรวจสอบตามร่างกายไม่พบบาดแผล หรือร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด

ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.รุจีพัชร์ โสภี อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 157 หมู่ 3 ต.นาหว้า อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ จากการสอบสวนนายวรรณชัย โสภี อายุ 55 ปีพี่ชายผู้ตาย ให้การว่า ก่อนหน้านี้ 2-3 วัน น้องสาวมาบ่นกับพี่สะใภ้เรื่องปัญหาชีวิตและหนี้สิน แล้วพูดเป็นนัยว่าถ้าหากเป็นอะไรไปขอฝากลูกสาวคนเดียวกับพี่สะใภ้และพี่ชายให้ช่วยดูแลด้วย เนื่องจากตอนนี้มีหนี้สินและปัญหาชีวิตหลายๆอย่าง มารู้อีกทีว่าน้องสาวเสียชีวิตแล้วก็ตอนที่ตำรวจโทรมาบอก

ด้านร.ต.อ.จำนงค์ เปิดเผยว่า คาดว่าน.ส.รุจีพัชร์ คิดสั้นฆ่าตัวตายนั้นอาจมาจากปัญหาชีวิตและหนี้สินที่อยู่ ซึ่งผู้ตายเป็นดีเจชื่อดัง อยู่ที่คลื่นวิทยุ 94.00 MHz ซึ่งเป็นคลื่นวิทยุของผู้สื่อข่าวภูมิภาคโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ส่วนลูกสาวผู้ตายกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขณะนี้อยู่ระหว่างกำลังเดินทางกลับมาที่จ.อำนาจเจริญ โดยทางญาติผู้ตายเองไม่ได้ติดใจอะไร จึงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ก่อนมอบศพให้นำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ช็อกตายปริศนาคาอพาร์ตเม้นต์!! หนุ่มรอรถพยาบาลมารับไม่ไหว หลังเพื่อนเพิ่งรู้จักกันแวะมาหา

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94-1

 

 

หนุ่มไนจีเรียเพิ่งมาอยู่อพาร์ตเม้นต์ย่านซอยรังสิต-นครนายก6 อยู่ติดร้านขายว่านหางจระเข้แปรรูป ช็อกดับปริศนาใต้อพาร์ตเม้นต์ เพื่อนร่วมชาติบอกเพิ่งรู้จักกันไม่กี่วัน แวะมาเยี่ยม อ้างเป็นโรคหอบกำเริบ

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 29 ก.ย. พ.ต.ต.เกรียงไกร แสงยศ สว.สอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับแจ้งจากประชาชนว่า มีชาวต่างชาติเสียชีวิตใต้หอพักย่านซอยรังสิต-นครนายก 6 จึงไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นอพาร์ตเมนต์ 5 ชั้น ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี บริเวณชั้น 1 หน้าประตูทางเข้า พบผู้เสียชีวิตเป็นชายชาวต่างชาติ 1 ราย ทราบชื่อ คือ MR.SUNDRY IROKORO สัญชาติไนจีเรีย สภาพศพนอนหงายไม่ใส่เสื้อ สวมกางเกงขาสั้นสีดำ มีผ้าห่มคลุมปิดตัวอยู่ ตรวจสอบผู้เสียชีวิตไม่พบบาดแผลตามร่างกาย เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมง

สอบถามเจ้าของร้านซักรีดที่อยู่ใต้อพาร์ตเมนต์ ทราบว่าผู้เสียชีวิตพักอยู่ชั้น 4 เป็นชาวไนจีเรีย เพิ่งจะมาพักที่อพาร์ตเมนต์ได้ไม่ถึง 2 เดือน ช่วงเกิดเหตุเวลา 05.30 น. ได้มีเพื่อนของผู้ตายสัญชาติเดียวกันช่วยกันพยุงตัวผู้ตายลงมาจากห้อง มารอเรียกรถแท็กซี่เพื่อจะพาผู้ตายไปโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ตายป่วยเป็นโรคหอบและอาการกำเริบแต่ไม่มีรถแท็กซี่ผ่านมา จึงโทรแจ้ง 1169 ขอรถพยาบาล แต่ผู้ตายทนไม่ไหวช็อกเสียชีวิตก่อน โดยเพื่อนผู้ตายสัญชาติเดียวกันบอกว่า เพิ่งรู้จักกับผู้ตายได้ไม่ถึงเดือน และแวะมาหาผู้ตายที่ห้อง

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังตรวจสอบในที่เกิดเหตุพร้อมบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานก่อนให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ๊งนำผู้เสียชีวิตพิมพ์ลายนิ้วมือส่งชันสูตรเบื้องต้นที่โรงพยาบาลประชาธิปัตย์ เพื่อหาสาเหตุการตาย พร้อมทั้งจะได้ติดต่อไปยังสถานทูตฯ ให้มารับศพผู้เสียชีวิตส่งกลับประเทศเพื่อไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ผู้ช่วยพยาบาลสาวผันชีวิต เช่าซอกตึก-กว้างแค่1.5เมตร เปิดร้านปิ้งลูกชิ้นขาย-เลี้ยงลูก

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94-7

 

 

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าปทุมทอง โรงพยาบาลพุทธชินราช อ.เมืองพิษณุโลก ย่านนี้เป็นแหล่งที่มีร้านค้าย่อยต่างๆ มาตั้งร้านขายของให้ประชาชนมากที่สุดย่านหนึ่ง

 

เนื่องจากประชาชน นักเรียนนักศึกษาหนาแน่น ทั้งขายน้ำ อาหารการกิน ผลไม้ แต่มีอยู่ร้านหนึ่งที่แตกต่างจากร้านค้าอื่นๆ คือ ร้านเจี๊ยบ ลูกชิ้นซอกตึก เป็นร้านขายลูกชิ้นปิ้งอยู่ติดร้านขายว่านหางจระเข้เพื่อสุขภาพ ซึ่งอยู่ในซอกตึก หน้าร้านมีความกว้างไม่เกิน 1.5 เมตร แต่มีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมาอุดหนุนสั่งลูกชิ้นปิ้งอย่างหนาแน่นเป็นประจำทุกวัน

 

นางพรนิภา สิมมาวัน อายุ 41 ปี เจ้าของร้านเจี๊ยบลูกชิ้นซอกตึก เปิดเผยว่า เป็นชาวลำปาง แต่ใช้ชีวิตย้ายไปเรียนและทำงานหลายจังหวัด ก่อนมาขายลูกชิ้นที่พิษณุโลก ก่อนหน้าเคยทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นผู้ช่วยพยาบาลได้รับเงินเดือนไม่มากนัก แต่ค่าครองชีพสูง ตนและสามีจึงย้ายอยู่มาที่พิษณุโลก สมัครเข้าทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลรวมแพทย์ และโรงพยาบาล ม.นเรศวร ส่วนสามีสมัครทำงานที่โรงพยาบาลพุทธชินราช

 

ช่วงระหว่างปี 2547 มีลูกด้วยกัน 1 คน ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น จึงมาเช่าพื้นที่ทางขึ้นหอพักเดือนละ 500 บาท โดยเปิดเป็นร้านขายลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 5-10 บาท เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัวเพิ่มขึ้น ปรากฏว่ามีลูกค้าเริ่มหน้าแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน โดยในวันจันทร์-ศุกร์จะเปิดขายตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. กระทั่งตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาขายลูกชิ้นเพียงอย่างเดียว

 

นางพรนิภา กล่าวว่า ตนเตรียมน้ำจิ้มด้วยตนเอง และจัดลูกชิ้นไว้ตั้งแต่เช้า เดิมเคยใช้เตาถ่าน แต่ปัจจุบันใช้เตาแก๊ส 2 เตา เพราะช่วงเย็นถึงค่ำลูกค้าจะเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก เตาแรกจะปิ้งอุ่นๆลูกชิ้นไว้ก่อน และใส่ตู้กระจกไว้ เมื่อลูกค้าเลือกก็จะมีปิ้งให้อีกเตา เพื่อลูกชิ้นสุกน่ากิน ตั้งแต่เช้าจะปิ้งลูกชิ้นขายคนเดียว มีลูกค้าคอยช่วยตนปิ้งลูกชิ้นตอนมีลูกค้ามาอุดหนุนมากๆ ประจำ จนสามีเลิกงานจากโรงพยาบาลพุทธชินราชจะมาช่วยอีกแรง

จับได้แล้ว 2 โจ๋ปล้นทุบหัวแม่โคราช ตายต่อหน้าลูก

01234

ตำรวจตามจับ 2 โจ๋ปล้นฆ่าทุบหัวแม่ ตายต่อหน้าลูกที่โคราช จับกุมได้แถวโรงงานผลิตและจำหน่ายกล่องไปรษณีย์ ราคาถูก หลังยังคงก่อเหตุซ้ำๆ สารภาพแต่ปฏิเสธไม่ได้ขโมยทรัพย์สิน ญาติสุดแค้นพุ่งเข้าประชาทัณฑ์

 

จากกรณีข่าวโด่งดังเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คนร้ายเป็นชาย 2 คน ขี่จักรยานยนต์ประกบใช้อาวุธปืนจี้ชิงทรัพย์ นางอรุณ อายุ 48 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา เป็นเหตุทำให้เสียชีวิต ต่อหน้าต่อตา เด็กชายเอ (นามสมมติ) ลูกชายวัย 8 ขวบ ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: ผกก.งง! ร้อยเวรแจ้งเป็นอุบัติเหตุ คดีโจรฆ่าแม่ต่อหน้าลูก 8 ขวบ

 

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (15 ก.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ได้ทำการควบคุมตัว นายเกียรติศักดิ์ ประภาการ อายุ 19 ปี และ นายแบท (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ นางอรุณ ต่อหน้าลูกชาย บริเวณถนนเลียบคลองชลประทาน อำเภอพิมาย เมื่อคืนวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา

 

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ผู้ต้องหาทั้ง 2 ได้ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนั้น เนื่องจากทั้งคู่ได้ก่อเหตุชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกายเจ้าทุกข์อีกกรณี บริเวณชุมชนวังบูรพาในเขตเทศบาลตำบลพิมาย เมื่อกลางดึกของวันที่ 14 กันยายน และจากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นคนร้ายคนเดียวกับได้ก่อเหตุเมื่อเดือนสิงหาคมด้วย
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้การว่า วันเกิดเหตุพวกตนได้ขี่รถจักรยานยนต์เล่นไปเรื่อยๆ ตามถนนเลียบคลองชลประทานสายพิมาย-ดงใหญ่ จนไปถึงปากทางเข้าบ้านซาด ต.ชีวาน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา จึงได้จอดรถนั่งเล่นที่บ้านร้างข้างทาง

 

ระหว่างนั้นก็พบเห็น นางอรุณและลูกชายได้ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมา พวกตนจึงขับขี่ตามไป ก่อนจะเข้าไปประกบรถของผู้ตาย ก่อนใช้ปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ที่พกมาด้วย ฟาดตีเข้าไปบริเวณหมวกกันน็อกของนางอรุณ เหยื่อตกใจบิดคันเร่งหนี จนรถเสียหลักไปชนกิ่งไม้ข้างทางทำให้รถล้มและเสียชีวิต

 

ผู้ต้องหายังให้การอ้างว่า ไม่ได้ลงไปทำร้ายร่างกายเหยื่อซ้ำแต่อย่างใด และทรัพย์สินต่างๆ ก็ไม่ได้เอาไป ซึ่งหลังจากเกิดเหตุพวกตนก็ยังคงตระเวนก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว เพื่อต้องการเงินไปเที่ยวเตร่ และมาถูกจับในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การว่าที่ว่า ผู้ต้องหาไม่ได้นำทรัพย์สินของผู้ตายไป และไม่ได้เข้าไปทำร้ายผู้เสียชีวิต เนื่องจากหลักฐานต่างๆ ค่อนข้างจะแย้งกับคำให้การอย่างสิ้นเชิง

 

ทั้งนี้หลังจากการจับกุมตัวคนร้ายทั้ง 2 คนได้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ได้มีบรรดาญาติพี่น้องและประชาชนที่ทราบข่าว ต่างพากันมามุงดูขณะการทำแผนประกอบคำรับสารภาพกันเป็นจำนวนมาก พร้อมกับตะโกนด่าทอและคำสาบแช่ง ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน อยู่ตลอดเวลา และเกือบมีเหตุรุมประชาทัณฑ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหยุดการทำแผนฯ ก่อนที่จะควบคุมคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป